2007/Mar/14

... มาแล้วครับ ๆ ....วันนี้ก็รู้ผลสอบล๊ะ... เอ่อะ .. เกรดตกจริง ๆ ด้วยอ่ะแหละ ... ก็ทำได้แค่นี้นิหว่า ... เทอมหน้าเอาใหม่ขยัน ๆสู้ ๆ ... วันนี้ก็เอาเรื่องของ ... {Life Skill} ... มาให้อ่านกันครับ ...


" พลังเพื่อการเติบโตของเด็กในศตวรรษที่ 21 "

สังคมของโลกในยุคอดีตที่ผ่านมาเริ่มจาก สังคมเกษตรกรรม เป็นสังคมที่ผู้คนดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเพาะปลูกเพื่อหาเลี้ยงยังชีพตนเอง ต่อมาได้พัฒนาเป็น สังคมอุตสาหกรรม เป็นผลให้เกิดการคิดค้นผลิตเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งเป็นต้นกำเนิดของระบบโรงเรียนที่มีการเรียนเป็นกลุ่มจำนวนมาก เนื่องจากความต้องการของบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะด้านจำนวนมากเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ในเวลาต่อมาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเทคโนโลยีเพื่อการผลิตแต่ยังรวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งเทคโนโลยีนี้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเราทุกคนอย่างมาก เป็นผลให้สังคมของเราในปัจจุบันเริ่มก้าวเข้าสู่ สังคมข้อมูลข่าวสาร (Information-Oriented Society) หรือสังคม IT ในสังคมยุค IT นี้เป็นยุคสมัยของการใช้สติปัญญาของแต่ละบุคคล ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ ที่ถูกสะสมไว้ในแต่ละบุคคลจะสามารถถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่น ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องความแตกต่างด้านเวลา ในอดีตแหล่งความรู้ได้มาจากการอบรมสั่งสอนของพ่อและแม่ หรือคนในครอบครัว ต่อมาเมื่อมีระบบโรงเรียนเกิดขึ้น แหล่งความรู้ต่อมาคือการสอนของครูในโรงเรียน และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุค IT แหล่งความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียง พ่อ แม่ และโรงเรียงเท่านั้น แต่แหล่งความรู้มีอยู่รอบตัวเรา ดังเห็นได้จากการค้นหาข้อมูลผ่าน Internet ดังนั้นความสามารถเฉพาะบุคคลในการคัดเลือกข้อมูลที่ต้องการ และวิเคราะห์ข้อมูลนั้น เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ฉะนั้นเด็กๆ ที่จะเติบโตขึ้นและสามารถมีชีวิตอยู่อย่างประสบความสำเร็จและมีความสุขในโลกปัจจุบันและอนาคต ได้นั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสั่งสมความสามารถระดับสูงในทักษะพื้นฐานเพื่อเป็นพลังในการเติบโต (Life Skill)

พลังเพื่อการเติบโต หมายถึง กำลังหรือความสามารถในการกำหนดเป้าหมายของงานด้วยตนเอง ศึกษาด้วยตนเอง คิดด้วยตนเอง พิจารณาไตร่ตรองและลงมือแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้ด้วยตนเอง นอกเหนือจากนั้นยังต้องมีคุณลักษณะในด้านที่เป็นบวก อาทิเช่น การจัดระเบียบให้กับตัวเอง ให้ความร่วมมือกับผู้อื่น มีจิตใจอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมทั้งมีพละกำลังและสุขภาพที่แข็งแรง ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กมีพลังเพื่อการเติบโต ตามที่กล่าวได้นั้น คือ เราจะต้องส่งเสริมให้เขาสร้างสมความสามารถระดับสูงในทักษะพื้นฐาน 3 ประการ คือ

ความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร จากการฟังและจับใจความในข้อมูล ข่าวสารที่ได้รับนั้นได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถนี้สามารถพัฒนาได้จากการเรียนรู้ทางภาษา เช่น ภาษาไทย อังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น ความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจจะสร้างนิสัยให้เด็กรักการอ่าน ซึ่งจะส่งผลให้เขามีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ที่หลากหลายมากยิ่ง ประสบการณ์ที่เด็กได้จากการอ่านนี้จะทำให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งการพัฒนาความสามารถด้านความคิด การมองในมุมมองที่หลากหลาย และการสร้างนิสัยในการยอมรับตนเองและการพึ่งพาตนเอง

ความสามารถในการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการศึกษาข้อมูลที่เป็นตัวเลข สูตรคำนวณต่างๆ และความคิดวิเคราะห์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนสามารถพัฒนาได้จากการเรียนคณิตศาสตร์ ความสามารถในการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ หรือทักษะในการคำนวณ คณิตศาสตร์ในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการทำเลข บวก ลบ คูณ หาร แต่ครอบคลุมถึงคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลาย เช่น พีชคณิต อินทิเกรด เป็นต้น ในการเรียนที่คุมองเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์จะถูกจัดเรียงลำดับเนื้อหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผู้เรียนต้องศึกษาเนื้อหาที่เป็นพื้นฐานให้ชำนาญก่อนที่จะก้าวเรียนในเนื้อหาเรื่องที่ซับซ้อนยากขึ้นต่อไป เช่น ต้องชำนาญเรื่องบวกและลบก่อนขึ้นเรียนเรื่องคูณและหาร หรือต้องเรียนเรื่องเศษส่วนก่อนเรียนเรื่องการแก้สมการที่ซับซ้อนขึ้น ดังนั้นถ้ายังไม่มีความชำนาญในเนื้อหาระดับพื้นฐานที่เพียงพอจะส่งผลให้เขาจะรู้สึกว่าคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายนั้นยาก หรืออาจถึงขั้นไม่อยากเรียนคณิตศาสตร์ ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เก่งคณิตศาสตร์นั้นจะส่งผลให้เขามีทางเลือกในสาขาอาชีพ หรือเป็นในสิ่งที่เขาอยากจะเป็นตามที่เขาต้องการได้

ความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลในการเชื่อมโยงเนื้อหาที่ได้รับมาเข้าด้วยกัน หรือนำมาประกอบกัน และคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อย่างเป็นเหตุเป็นผล ทักษะความสามารถทั้งการอ่านและความสามารถในวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์นี้จะนำไปสู่พัฒนาการทางความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลเพราะ เขาสามารถรับทราบ รวบรวมข้อมูลข่าวสาร แล้วนำมาวิเคราะห์ในจุดที่เขาสนใจ หรือ ปัญหาที่มีอยู่ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างมีลำดับขั้นตอนอย่างรวดเร็วและอย่างถูกต้อง

..Credit :: www.kumonthailand.com


edit @ 2007/03/14 21:28:23
edit @ 2007/03/14 21:38:44

2007/Mar/12

...... และแล้ววันนี้ก็ทำแบบฝึกหัดของคุมองระดับ M จบจนได้ เย้ ๆๆ 5555 + .... โดยเฉพาะ M191 ... ชุดสุดท้ายย ... เล่นเอามึนนเลยหล่ะ... .. หลายคนคงจะสงสัยว่าอะไรคือคุมอง ... วันนี้ก็จึงเอาประวัติมาให้อ่านกันครับ ...
.. Credit :: www.kumonthailand.com
ประวัติของ KUMON..
ระบบการเรียนแบบคุมอง ถูกคิดค้นขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1954 โดยคุณโทรุ คุมอง ซึ่งในขณะนั้นเขาเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนแห่งหนึ่ง คุณโทรุ คุมอง ต้องการช่วยบุตรชายที่กำลังเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 2 และมีปัญหากับการเรียนคณิตศาสตร์เป็นอย่างมาก เขาจึงได้คิดออกแบบแบบฝึกหัดขึ้นมาเป็นพิเศษ และให้บุตรชายทำทุกวันอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคือบุตรชายของเขาสามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์เช่น สมการอินติเกรต สมการอนุพันธ์ และแคลคูคัสซึ่งเป็นเนื้อหาในระดับมัธยมปลายได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่เขาเรียนอยู่เพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น

โทรุ คุมอง
โทรุ คุมอง ผู้ก่อตั้งระบบการเรียนของคุมองครับ

ชื่อเสียงของระบบการเรียนแบบคุมองได้รับการกล่าวถึง และแพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลกอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสถาบันการศึกษาที่มีเครือข่ายมากเป็นอันดับ 1 ของโลก แพร่หลายไปในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ รวม 44 ประเทศทั่วโลก ในปัจจุบันมีศูนย์อยู่ทั้งหมดกว่า 28,000 แห่งทั่วโลก มีนักเรียนที่กำลังเรียนเกือบ 4 ล้านคน เป็นระบบการเรียนรู้ได้รับการยกย่องว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดที่กำลังมาเป็นรูปแบบของการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21

2007/Mar/12

... ... วันนี้ก็ได้มาเปิด Blog ที่ Exteen หน่ะแหละ .. ตอนนี้ผมก็ย้ายมาอยู่ที่ใหม่แล้วก็ขอฝากตัวด้วยนะครับ ... ผมชื่อ..ปอครับ ... ตอนนี้กำลังรออัลบั้มของพี่ ๆ Retropect อยู่... ถ้าออกแล้วช่วยกันอุดหนุนด้วยนะครับ ... วันนี้ยัง ๆว่าง ๆอยู่ ... พฤหัสนี้โรงเรียนใหม่ก็เปิดซัมเมอร์แล้ว .... หล่ะ ... ไม่รู้น้าว่าเราจาเข้ากับเพื่อนใหม่ ๆ ได้รึเปล่า ...